เรื่องเล่าจากทหารชายแดนเกาหลี เส้นขนานที่ 38 เข้าใจเลยว่าเกิดเป็นคนไทยนั้นโชคดีแค่ไหน

นี่คือเรื่องที่คนนอกไม่เคยรู้ เรื่องเล่าจากใต้สะพานไม้ บนเส้นขนานที่ 38 โดยคุณ Nitipat Bhandhumachinda

ตอนที่ผมเรียนอยู่เกาหลีในช่วงปีพศ. 2527-2533 นั้น เป็นช่วงที่สงครามเย็นก่อตัวรุนแรง และสงครามร้อนก็เหมือนถูกตีข่าวว่าพร้อมจะปะทุได้ทุกเมื่อ ทำให้การมีชีวิตที่นั่น รู้สึกเหมือนต้องระวังหลังตลอดเวลา มีการซ้อมป้องกันภัยทางอากาศทุกเดือน สำหรับคนนอกที่ไปอาศัยอยู่ในช่วงเวลานั้น ก็รู้สึกว่า คนเกาหลีเหนือ เกาหลีใต้คงจะจงเกลียดจงชังกันเหลือเกิน

 

จนวันหนึ่งผมก็ได้พูดคุยหนุ่มเกาหลี ซึ่งเพิ่งจะพ้นเกณฑ์ทหารกลับมา เขาเล่าว่าเนื่องจากเขาชำนาญภาษา อีกทั้งเรือนร่างสูงใหญ่ ก็ได้ประจำกองทัพทำงานร่วมกับกองทัพยูเอ็น ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นทหารอเมริกัน อยู่ที่ เส้นแบ่งประเทศ ที่เส้นขนานที่ 38 ประจัญหน้ากับทหารเกาหลีเหนือ ผลัดเปลี่ยนเวรกันตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง

สิ่งแรกที่เขาเล่านั้น ก็คือ คนที่เขาเกลียดที่สุด ระหว่างทำงานตรงนั้นคือ ทหารอเมริกัน ที่ชอบเหยียดหยามดูถูกคนเอเชียกันเป็นนิจนิสัย ซึ่งผมก็พอจะเข้าใจว่า ทหารอเมริกันพวกนี้ก็คงไม่ได้อยากมาประจำการอยู่ที่เกาหลี และคงถูกกล่อมให้เกลียดชังเกาหลีเหนือตลอดเวลา ซึ่งก็เลยทำให้เขามีความเกลียดชังทุกอย่างและลึกๆแล้วก็มีความรังเกียจคนเกาหลี ที่หน้าตาเหมือนๆกัน จึงมีความรู้สึกดูถูก และแบ่งชนชั้นอยู่เป็นประจำ

แล้วเขาก็เล่าเรื่องหนึ่งซึ่งผมไม่เคยลืมแม้จะผ่านมาแล้วหลายปีคือ วันหนึ่งขณะที่เขายืนยาม ประจัญหน้ากับทหารเกาหลีเหนือ ที่เรียงรายเป็นแถวอยู่ไม่ห่างมากนั้น ก็มีทหารรุ่นพี่ส่งซิกแนลให้สัญญาณกันกับนายทหารฝั่งเกาหลีเหนือ ซึ่งค่อยๆพัฒนาจนนำไปสู่การนัดเจอเพื่อประลองกำลังกันของทหารสองฟากฝั่ง ใต้สะพานเล็กๆ บนเส้นขนานระหว่างสองประเทศ

เป็นการนัดประลอง ที่ไม่มีทหารโซเวียต ทหารอเมริกัน หรือกองทัพใดๆจะล่วงรู้ และอาวุธที่เขาหิ้วไปดวลจากฝั่งเกาหลีใต้ก็ คือเหล้าโซจู และกับแกล้ม ส่วนทางเกาหลีเหนือ ก็เอาเหล้าพื้นเมืองจากฝั่งเหนือ และของแกล้มจากฝั่งเขาติดมือมาด้วยเช่นกัน

หนุ่มเกาหลีคนนั้นเล่าให้ผมฟังว่า พวกเขาฝั่งละเกือบสิบคนนั่งดวลกันจนเกือบรุ่งสาง เล่าเรื่องต่างๆมากมาย เปิดใจคุยกัน ถึงชีวิตของทั้งสองฝั่ง ครอบครัวของตน และ ความโหยหาถึง การรวมประเทศ และก่อนจากกันก็กอดคอกันร้องเพลงเก่าๆสมัยเคยเป็นแผ่นดินเดียวกัน ที่แม้จะอยู่บนแผ่นดินตัวเองก็ไม่สามารถร้องออกมาดังๆได้เพราะกลัวโดนจับได้ แล้วก็กอดกันร่ำไห้เสียใจกับชะตากรรมที่พวกเขาไม่ควรต้องมาเผชิญ

เขาจบท้ายเรื่องเล่านี้ว่า คืนนั้นเป็นความสุขที่สุดของเขา ไม่ใช่เฉพาะระหว่างมีชีวิตในกองทัพ แต่เป็นความทรงจำที่ดีสุดของชีวิตเลยทีเดียว

ในสังคมที่โดนมหาอำนาจปู้ยี่ปู้ยำ บ้านแตกสาแหรกขาด มาหลายสิบปีอย่างเกาหลีนั้น ส่งผลดีที่สุดอย่างหนึ่งคือ ทำให้คนของเขา สังคมของเขา โหยหา ความรัก ความสามัคคี มีความหวังเสมอที่จะให้ประเทศได้รวมกันเป็นหนึ่งเดียว และครอบครัวที่เคยบ้านแตกสาแหรกขาดจะได้กลับมาอยู่ร่วมกันอีกสักครั้ง

ซึ่งก็ทำให้ผมตระหนักเช่นกันว่า ข้อเสียที่สุดของสังคมประเทศที่สงบ ร่มเย็นมาตลอดหลายชั่วคนก็คือ หลายครั้งเราอาจ ตีค่า ความสงบ ร่มเย็น ความสามัคคีใต้ร่มธงผืนเดียวกันนั้น เป็นเหมือนอากาศที่หายใจไปวันๆ ไม่ได้เห็นคุณค่าอะไรใดๆ เพราะเราไม่เคยขาด ไม่เคยต้องคิดถึงหรือโหยหาเหมือนใครๆเขา มีชีวิตที่ดีงามจนขาดจิตสำนึกรับรู้ว่า ชีวิตที่ตนมีอยู่นั้น มีความสุขสงบ มีไออุ่นของสันติภาพและความร่มเย็นใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารที่ทำให้นอนหลับได้สนิททุกๆคืนนั้น น่าภาคภูมิใจแค่ไหน และน่าอิจฉาเพียงใดนะครับ

ที่มา: Nitipat Bhandhumachinda