เผยเหตุผล ทำไมจึงต้องมีกฎ “ห้ามรับประทาน” อาหารและเครื่องดื่ม บนรถไฟฟ้า

การอยู่ร่วมกันในสังคมนั้นจำเป็นต้องมีกฎระเบียบข้อบังคับต่างๆ เพื่อความเรียบร้อยของสังคม กฎทุกข้อที่ถูกตั้งขึ้นนั้นย่อมมีเหตุผลเบื้องหลัง สังคมไทยเป็นสังคมที่ชอบอะลุ้มอล่วยและมีความเกรงอกเกรงใจกัน จนบางครั้งเมื่อมีคนกระทำความผิดก็ไม่กล้าตักเตือน

การใช้รถไฟฟ้าก็มีกฎระเบียบ และมารยาทที่ควรปฏิบัติเช่นกัน เช่น ห้ามยืนพิงเสา ห้ามพิงประตู แต่ในบางครั้งคนบางกลุ่มก็มองข้ามกฎเหล่านี้ไป เพราะไม่ได้คิดถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้น และ “ขาดจิตสาธารณะ” หรือเรียกอีกอย่างว่าพวก “มักง่าย”

ข้อห้ามอีกข้อหนึ่งที่ถูกละเลยกันอยู่บ่อยๆ ก็คือ “ห้ามรับประทานอาหารและเครื่องดื่มในขบวนรถไฟฟ้า”

nofood4
เบรกเมื่อไหร่มีลุ้น

เหตุผลก็คือ อาหารและเครื่องดื่มที่นำขึ้นมารับประทานนั้นอาจส่งกลิ่นเหม็นรบกวนผู้โดยสารท่านอื่นๆ ลองคิดภาพว่าหากมีคนหิ้วจานส้มตำปูปลาร้าขึ้นมาโซ๊ยอย่างเอร็ดอร่อยบนขบวนจะสนุกกันขนาดไหน และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือเนื่องจากรถไฟฟ้าเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง ทำให้บางครั้งจังหวะเบรกอาจทำให้มีจังหวะหงายหลังกันบ้าง และอาหารหรือเครื่องดื่มก็อาจจะหลุดมือจนหกเลอะเทอะใส่ผู้โดยสารท่านอื่นได้

foods4
เปิบไม่แบ่งกันเลย คนข้างๆ หิวนะ

แต่กลับมีบางคนที่คิดว่า ถือขึ้นมาแปปเดียวเอง เดี๋ยวก็ลงแล้ว… และหากอาหารหรือเครื่องดื่มที่นำขึ้นมานั้นไม่ได้มีภาชนะบรรจุหรือหีบห่อที่แน่นหนาแล้วหล่ะก็ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็เป็นเช่นนี้

nofood1

แน่นอนว่าการทำเครื่องดื่มหกบนรถไฟฟ้านั้นเดือดร้อนผู้โดยสารท่านอื่นเต็มๆ ทำให้นั่งไม่สะดวกต้องยกขาหลบรอยน้ำที่เลอะเทอะ ผู้โดยสารที่ยืนก็ต้องหลบกันให้วุ่น ไม่ได้กลัวว่ารองเท้าจะเปื้อน แต่ถ้าเหยียบแล้วลื่นล้มหัวคะมำขึ้นมาจะเดือดร้อน

nofood2

ผู้โดยสารที่ทำเครื่องดื่มหกก็ไม่สามารถรับผิดชอบกับผลงานของตัวเองได้ พลอยเดือดร้อนถึงพนักงาน BTS ที่ต้องนำรถไปพักเพื่อทำความสะอาด ส่งผลทำให้ไม่สามารถนำรถไฟฟ้าไปให้บริการได้อย่างน้อยครึ่งชั่วโมง

nofood3

ที่สำคัญเหตุการณ์เช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่เพียงครั้งเดียว แต่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง หากเป็นไปได้ก็คงไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่ถ้าจะแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุก็คงต้องป้องกันด้วยการหลีกเลี่ยงการนำอาหารและเครื่องดื่มขึ้นมาบนรถไฟฟ้าตั้งแต่แรก

btsd

กฎระเบียบทุกอย่างนั้นมีเหตุผลในการบังคับใช้ หรือบางอย่างไม่ได้ออกมาเป็นกฎ แต่เป็น “มารยาททางสังคม” อย่างน้อยลองคิดถึงหลัก “ใจเขาใจเรา” ว่าหากมีคนทำอาหารหรือเครื่องดื่มหกใส่เราบ้าง ก็คงไม่มีใครชอบใจเป็นแน่แท้

ที่มา: ชมรมรถไฟฟ้าไทย Thailand Electrified Train Club, pantip 1, 2, 3