พระอาจารย์ชี้ชัดเรื่อง “ปีชง” รู้แบบนี้แล้ว ใครกำลังตกปีชงอยู่สบายใจได้เลย

พระอาจารย์ชี้ชัดเรื่อง “ปีชง” รู้แบบนี้แล้ว ใครกำลังตกปีชงอยู่สบายใจได้เลย

เพจ ธรรมะจากพระอริยสงฆ์ ได้เผยแพร่โพสต์คำสอนของพระอาจารย์ไพศาลว่าด้วยเรื่องปีชง ให้ชาวพุทธได้รับรู้ความจริง เป็นที่น่าขบคิดเหลือเกิน ความว่า พระอาจารย์ไพศาล วิสัชนาความเชื่อเรื่อง ‘ชง’ ไม่มีอยู่ในคำสอนของพุทธศาสนา ที่จริงกลับสวนทางกับคำสอนด้วยซ้ำ ระบุแทนที่จะเชื่อฤกษ์ยาม แนะให้มั่นคงในความดี มีความเพียร และใช้สติปัญญา จะประสบความสำเร็จ

“ปีชง ไม่มีอยู่ในคำสอนพุทธศาสนา กลับสวนทางกับคำสอนด้วยซ้ำ”

ปุจฉา

– กราบนมัสการพระคุณเจ้า อยากกราบเรียนถามพระคุณเจ้าในเรื่องความเชื่อเกี่ยวกับการชงว่า เท็จจริงในศาสนาพุทธมีหลักคำสอนเกี่ยวกับในเรื่องนี้อย่างไร ว่าควรเชื่อในการชงหรือใช้พิจารณญาณในการดำเนินชีวิตคิดตัดสินใจ

พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล วิสัชนา

– พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า ฤกษ์ยามนั้นไม่สำคัญเท่ากับกรรมคือการกระทำ หากทำดีด้วยความพากเพียรแล้ว ย่อมได้รับประโยชน์ดังหวัง โดยไม่จำต้องพึ่งฤกษ์ยาม คนที่เอาแต่พึ่งฤกษ์ยาม ไม่รู้จักพึ่งตนเองนั้น ถือว่าเป็นคนโง่ ดังมีพุทธพจน์ว่า

“ประโยชน์ย่อมล่วงเลยคนโง่ผู้มัวถือฤกษ์อยู่”

อันที่จริงเมื่อใดที่เราทำความดี เมื่อนั้นก็เป็นฤกษ์ดี ยามดีอยู่แล้ว ดังมีพุทธพจน์อีกตอนหนึ่งว่า “สัตว์ทั้งหลายประพฤติชอบในเวลาใด เวลานั้นย่อมชื่อว่าเป็น ฤกษ์ดี มงคลดี สว่างดี รุ่งดี ขณะดี ยามดี”

มาถึงตรงนี้ก็คงจะเห็นแล้วว่าความเชื่อเรื่องชงนั้นไม่มีอยู่ในคำสอนของพุทธศาสนา ที่จริงกลับสวนทางกับคำสอนของพระพุทธองค์ด้วยซ้ำ หากจะทำอะไรก็ตาม ก็ให้มั่นคงในความดี มีความเพียร และใช้สติปัญญา รวมทั้งคำนึงถึงคำสอนของพระพุทธองค์เรื่องสัปปุริสธรรม นั่น คือ จะทำอะไรก็ตาม ควรรู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักตน รู้จักประมาณ รู้จักกาล รู้จักชุมชน และรู้จักบุคคล หากรู้ทั้ง ๗ ประการนี้แล้ว ก็ย่อมประสบความสำเร็จ มีชีวิตที่เจริญงอกงาม

 

ชาวเน็ตท่านหนึ่งได้เสริมในเรื่องนี้ว่าเคยกราบถามพระอาจารย์ ท่านสายปฎิบัติตามเเนวหลวงพ่อเทียนเช่นกัน ท่านตอบว่า

…ให้ถือว่า ทุกปี เป็นปีชง
จะได้เข้าวัด ทำบุญ ปฏิบัติธรรม เจริญสติ
สะสมสติ หมั่นหยอดกระปุกความเพียร
ชีวิตก็จะเป็นไปในทางที่ดีงาม

ปีชงไม่มีในศาสนาพุทธ ฉะนั้นการทำบุญแก้ปีชงตามวัดต่างๆจึงไม่ถูกต้อง คำว่า “ชง” มาจากภาษาจีน หมายถึงการปะทะกันของนักษัตร นักษัตรเองต้นกำเนิดก็มาจากจีนหมานถึงพลังงานของทิศทางที่สอดคล้องกับธรรมชาติ โดยอาศัยรูปแบบของสัตว์เพื่อให้ง่ายแก้การจดจำทั้งนี้ด้วยการที่คำว่า “ชง” เพิ่งเข้ามาไม่นานนัก ไม่น่าเกิน 20-30 ปี คนไทยจึงเข้าใจคำว่าชงนั้นร้ายเสมอต้นเสมอปลาย หากศึกษาให้ถึงแก่นแล้ว แท้จริงก็คือขั้วพลังงานหยินหยางในปรัชญาของจีน ซึ่งต้องใช้เวลาศึกษาหลายปีถึงจะเข้าใจคำว่า “ชง” อย่างถ่องแท้

ที่มา: ธรรมะจากพระอริยสงฆ์